อุปนิสัยการกินของ ไทรละไบ

        ไทรละไบ กินอะไร ?

               ไทรละไบ  อาศัยอยู่ในบริเวณกลุ่มใหญ่ของถิ่นที่อยู่ของสัตว์และพืช และ Paleolatitudes ตั้งแต่เขตร้อนชื้น   แนวหิน  ถึงขั้วที่ลึกที่สุด
รวมถึงอาณาเขตกว้างขวางของกลุ่ม Pelagic   ความกว้างขวางองรูปร่างมันนั้นบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมและสัตว์ ที่ซับซ้อน  
มีลักษณะการดำเนินชีวิตที่หลากหลาย  รวมถึงการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตในเขตร้อนชื้น      มีประวัติที่เกิดขึ้นมายาวนานเกี่ยวกับลักษณะอุปนิสัยการกินของไทรละไบ  
ไล่ตั้งแต่  เป็นผู้ล่า  เป็นนักเขมือบซากพืชและสัตว์  เป็นสัตว์ที่กินอาหารแบบวิธีกรอง (ผ่านน้ำ)  เป็นสัตว์รูปทรงแบนที่ว่ายน้ำท่าอิสระ  หรือเป็นแม้แต่กาฝาก หรือ สัญลักษณ์ของสัตว์ยืนพื้น
               หากจะกล่าวเปรียบเทียบโดยใช้พื้นฐานของสัตว์น้ำเปลือกแข็ง มันก็สามารถกล่าวได้ว่าไทรไบส่วนใหญ่อาจจะเป็นนักล่าที่กินซากพืช-สัตว์
เหมือนกับสัตว์น้ำเปลือกแข็งส่วนใหญ่ (เช่น กุ้ง ปู) ในสมัยนี้   อย่างไรก็ตาม  สัตว์น้ำเปลือกแข็งในปัจจุบันเป็นพวกกินอาหารแบบกรองผ่านน้ำ (เช่น พวกเพรียง) พวกสัตว์รูปร่างแบน
(ตัวอ่อนของสัตว์น้ำเปลือกแข็งส่วนใหญ่ตกอยู่ในจำพวกนี้) สัตว์กินพืช (เช่นพวก กุ้งสายพันธุ์เล็ก ๆ) และพวกกาฝาก (เช่นพวก Copepods, isopods, taxa)
 

        Predator-scavengers (นักล่าผู้กินซากพืชซากสัตว์)

       นักธรณีวิทยาคิดว่า ไทรละไบในยุคแรก ๆ ส่วนใหญ่นั้น เป็นนักล่าประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  เช่น หนอน  และไทรละไบในยุคแคมเบรียน
(เช่น Olenoides) นั้นมักมีโคนขาที่ใหญ่    ซากฟอสซิลของไทรละไบนั้นมักจะพบว่ามันเดินลากไปหยุดอยู่บริเวณโพรงที่อยู่ของหนอน
(เดากันว่าไทรละไบนั้นกำลังล่าหนอน  และหยุดเพื่อที่จะกินเมื่อมันพบโพรงหนอนเข้า) เข้าใจว่าหนอนคงจะถูกลากออกมาจากโพรง  
ทำให้หยุดดิ้น แล้วแยกหรือฉีกออกด้วยขาของไทรละไบ จากนั้นขาแต่ละคู่จะส่งหนอนผ่านเข้าาก  เพื่อทำการย่อย  
        ในจำพวกสัตว์น้ำเปลือกแข็งและแมลง  กระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการใช้ส่วนปากที่อยู่ส่วนหน้าของหัว ก่อนที่จะย่อย  อย่างไรก็ตาม
 สำหรับไทรละไบ กระบวนการเหล่านี้เกิดตรงอวัยวะที่เป็นร่องยาว ๆ ระหว่างขาหลายๆ คู่  ซึ่งความหมายคือ
ปากของไทรละไบนั้นจะอยู่บริเวณส่วนยาวที่ด้านล่างของลำตัว แทนที่จะเป็นด้านหน้าตรงหัว.

        จากการวินิจฉัยของธรรมชาติของนักล่าอีกอย่างหนึ่งของไทรละไบยุคแรก ๆ ก็ได้รับข้อมูลมาจากไทนละไบที่เป็นสายพันธุ์ญาติกัน   เช่นพวก Naraoids  
ไทรละไบที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร  ต้องมี  conterminant hypostomes ติดแน่นอยู่ที่ด้านหน้า ซึ่งจะทำกระบวนการย่อยเหยื่อ    
เป็นที่น่าสนใจว่า Hypostoma มีร่างกายและรูปแบบที่หลากหลายมาก  คาดว่าน่าจะมีมากมายหลายสายพันธุ์ทีเดียว

จากผลข้อมูลยังบอกด้วยว่า สายพันธุ์ที่มี inflated glabellae เช่นพวก Phacopina, Proetoidea   มักจะถูกกำหนดว่าเป็นนักล่า
 ด้วยขนาดที่ใหญ่เท่าบ้านของมันและระบบการย่อยที่ใหญ่ที่สามารถจะกินเหยื่อจำนวนมาก    ข้อมูลยังบอกอีกว่า  สายพันธุ์ที่มีขนาดที่ยิ่งใหญ่ของไทรละไบ
น่าจะเป็นตระกูลกินเนื้อสัตว์  ทั้งนี้รวมถึงพวก Asaphids, Phacopids, และ Redlichiids ด้วย

  นอกเหนือจากนี้  เนื่องจากมันมีข้อบ่งชี้น้อยมากว่าไทรละไบนั้นกินทุกอย่าง   นี่คือโครงสร้างขนาดใหญ่ของ Olenoides serratus
ที่ผมสรุปขึ้น จะเห็นว่ามันกำลังกินเหยื่อ (หนอน) ที่ถูกดึงมาจากโพรง  มันทิ่มส่วนเข็มที่ขาลงไปที่บริเวณช่วงกลางของหนอน
 แล้วฉีกหนอนออกหลังจากที่หนอนหยุดดิ้น  แล้วป้อนเข้าปาก Particle-feeders ถึงแม้มันจะมีข้อโต้แย้งที่ว่าไทรละไบ conterminant hypostomes
นั้นเป็นสัตว์นักล่าตั้งแต่สมัยแรก ๆ    ไทรละไบส่วนใหญ่ ๆ จะมี natant hypostomes  
ซึ่งข้อมูลกล่าวว่าเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วไปเป็นกลุ่มสัตว์กินเศษเล็กๆ น้อย ๆ  ซึ่งรวมทั้งพวกสัตว์กินของเน่าเสีย   
หรืออาจจะเป็นพวกที่กวาดกินซากพืชบนพื้นน้ำ    เท่าที่ทราบ ไทรละไบไม่ได้แสดงร่องรอยให้เห็นว่ามีกิจกรรมอะไรในชีวิต
มากนักนอกจากว่ายอยู่ตัวเดียวหรือไม่ก็เป็นฝูง

 ไทรละไบประเภท Ptychopariid  นั้นตกอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกกินเศษเล็กเศษน้อย   คิดว่าอาจจะมีกลุ่มน้อยในยุคแคมเบรียน หรือออโดวิเชียน     
มีบางสายพันธุ์ที่น่าจะเป็นพวก ptychoparioid ในยุคแคมเบรียนหรือออโดวิเชียนตอนล่าง   ความที่มีรูปร่าง  ขนาดที่เหมือน ๆ
กันนั้นบ่งบอกว่าสัตว์ตระกูลกินเศษอาหารนี้เป็นตระกูลที่มีนิสัยการกินง่าย ๆ  ไม่ต้องการส่วนของปากที่ซับซ้อนนัก    
ความจริงแล้ว ตามร่องรอยประวัติศาสตร์อันยาวนาน  natant hypostomes นั้นน่าจะมีองค์ประกอบร่างกายที่เหมือน ๆ กันมากกว่าพวกกลุ่ม สายพันธุ์ conterminant
จากข้อมูลพบว่ากลุ่มพวก Ptychopariids  เช่นพวก Elrathia  นั้นแย้งว่าไทนละไบน่าจะเป็นเกือบเสมือนฐานชั้นต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหาร (สัตว์กินพืช)   
และเป็นสัตว์ประเภทที่ทำให้นักล่าอื่น ๆ ดำรงชีวิตอยู่ได้

 _________________________________________

Olenimorphs : symbiotic relationships ?

ในบรรดา Ptychopar นั้น   Olenina  จะรวมกลุ่มสายพันธุ์ที่เข้าใจว่าน่าจะอยู่ในแหล่งลึก  ประกอบไปด้วยซัลเฟอร์    พวกสัตว์น้ำเปลือกแข็งในสภาพแวดล้อมสมัยนั้น
ส่วนใหญ่อาศัยในลักษณะ symbiotic มีความสัมพันธ์กับพวกแบคทีเรียที่กินซัลเฟอร์ซึ่งอาศัยอยู่ในเหงือกหรือครีบสัตว์น้ำ   ซึ่งนายฟอร์เต้เห็นว่าความสัมพันธ์นี้น่าจะเกิดมากับ
Olenid trilobites ในยุค Palaeozic    เขาพบว่าร่างกายของมันกว้างมาก   มีจำนวน thoracic เยอะมาก  และมี hypostome ที่ลดน้อยลง  
เล็กจนคิดว่าไทรละไบคงไม่สามารถย่อยพวกแร่ธาตุเล็ก ๆ นี้ได้ แต่คงใช้วิธีดูดซึมผ่านครีบหรือเหงือกของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในตัวมัน  
  พวก Olenids นั้นเริ่มเป็นที่รู้จัก จากระบบรูปร่างที่พัฒนาดีของมัน

________________________________________

Pelagic planktonivores

    เราเข้าใจว่าไทรละไบจำนวนมากสามารถว่ายน้ำได้อย่างอิสระ  และมีการแผ่ขยายพันธุ์ไปทั่วโลก   หลาย ๆ พันธุ์จะมีร่างกายที่พลิ้วเป็นคลื่น และมีตาที่ใหญ่มา
 ซึ่งน่าจะเหมาะกับการที่เป็นสัตว์นักล่าที่ล่าพวกแพลงตอน  และเป็นอาวุธสำหรับล่าและหลีกเลี่ยงจากสัตว์น้ำอื่น ๆ    ตัว Carolinites นั้นจะล่าพวกแพลงตอนเล็ก ๆ  
และจากการพิจารณารูปร่างของมัน  น่าจะเป็นจำพวกว่ายน้ำเร็ว    เข้าใจว่าน่าจะมีรูปร่าง 2 แบบ  คือพวก ว่ายน้ำเร็ว รูปร่างพลิ้ว  กับพวก ว่ายน้ำช้า รูปร่างตัน

________________________________________

Filter Feeders

    มีไทรละไบสายพันธุ์มากมายที่มีรูปร่างใหญ่ ภายในตัวมีส่วนที่เรียกว่าเป็นกระบวนการ

กรอง และมีเขายาว   ลำตัวจะมีระบบที่ซับซ้อนน้อยลง  และถ้าเอามาแผ่ตรง จะดูแผ่ลอยอยู่บนพื้น  ในบรรดาสายพันธุ์บางสายพันธุ์  Hypostome นั้นก็ถูกรวมอยู่ด้วย
 มีบริเวณช่องว่างด้านล่างสำหรับการกรองติดกับส่วนตัว   ตัวอย่างเช่น พวก harpetids, Ptychoparidda Harpina, trinucleioids, Asaphida Trinucleioidea   
 และยังพวก Bathyurids , Proetida, Bathyuroidea, brachymetopids (Proetida : Aulacopleuroidea.ในกลุ่ม trinucleioids,
การกรองนั้นอยู่บริเวณอยู่บริเวณแถวของรอยบุ๋ม เป็นส่วนของ fenestrae, ขยายไปยาวถึงส่วนของหัว จาก dorsal ถึงท้อง  
 นี่บ่งบอกว่ามันคงจะมีการไหลผ่านช่องกรองของตัวมัน  โดยทิ้งเศษอาหารไว้ข้างในตัว    ฟอร์เต้ให้ความเห็นว่าลักษณะอาการของกลุ่ม Cryptolithus Tesselatus
ซึ่งการกรอบบนตัวและผ่านขา นั้นกวาดพวกเศษอาหารผ่านจากด้านหลังของมัน  ขาด้านหน้าเอาไว้จับเศษที่ค้างอยู่  และไหลผ่านน้ำจาก Cephalic fringe.  

________________________________________

Planktonic Agnostida ?

   ลักษณะรูปร่างที่ธรรมดาและเล็กของ Agnostid ไทรละไบนั้นเป็นส่วนที่ทำให้เกิดสายพันธุ์ต่าง ๆ มากมายในธรรมชาติของมัน    ส่วนใหญ่จะเป็นพวก ตาเล็ก ๆ
หรือไม่ก็ ไม่มีตา   ดังนั้นมันจึงไม่ใช่พวกนักล่าที่ใช้สายตา   มีคนกล่าวว่ามันน่าจะเป็นพวกกาฝาก แต่ก็ยากจะพิสูจน์เพราะมันมีเยอะมาก และบางครั้งก็เป็นส่วนประกอบอยู่ในหิน
 นี่อาจจะบ่งบอกว่ามันเป็นพวกที่อยู่ในกลุ่มที่กินแพลงตอน  เช่นพวก ostracod สัตว์น้ำเปลือกแข็ง ว่ายขึ้น ๆ ลงๆ ในน้ำตามวันและคืนของเวลาเหมือนกับที่พวกแพลงตอนในสมัยนี้ทำ
   ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  มันคงจะเป็นพวกที่กินแพลงตอนเป็นหลักพื้นฐาน   บางตัวอาจกินพืชชั้นต่ำ แล้วก็อาจถูกล่าที่นั่น    อย่างน้อยก็มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า
มันถูกพบอยู่ในซากของสาหร่ายและถูกฝังทั้งเป็นอยู่ตรงนั้นในขณะเดียวกัน  กลุ่มพวกที่ว่ายน้ำอิสระจะมีตาที่ใหญ่   ในขณะที่พวก agnostida นั้นตาบอด   
ตัวที่เป็นตัวโตแล้วนั้นพบรวมอยู่ในกลุ่มของ benthic trilobites การแพร่พันธุ์ของ Agnostida นั้นบ่งบอกว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในน้ำลึกมากกว่ากลุ่มพวกที่กินแพลงตอน  
อาจจะเป็นว่าบางพวกของ agnostida เป็นพวกกินแพลงตอน  
ในขณะที่ตัวโตแล้วจะเปลี่ยนวิถีการกินไป

________________________________________

Trophic specialization and local trilobite diversity

  จากการพิจารณาถึงนิสัยการกินของไทรละไบโดยดูจากการแพร่พันธุ์ซึ่งสามารถพบในเขตร้อนซึ่งทำให้สายพันธุ์ต่าง ๆ มีกระบวนการกินที่คล้าย ๆ กัน   นี่สามารถอธิบายได้เมื่อพบว่า
ไทรละไบส่วนใหญ่จะถูกขุดเจอพร้อม ๆ กันจำนวนมาก ๆ  ตัวอย่างหนึ่งจากยุค Arenig Pontyfenni Formation ใน Whitland ประเทศอังกฤษ     ในจุด ๆ หนึ่ง
สามารถพบไทรละไบถึง 11 สายพันธุ์  ซึ่งสามารถอธิบายได้ถึงการอยู่รวมกันของสัตว์ลักษณะแปลกในเขตร้อนนี้  และเมื่อรูปร่างของมันถูกนำมาตรวจสอบ  
การแบ่งแยกสายพันธุ์จากธรรมชาติจึงถูกค้นพบและตั้งสมมุติฐานขึ้น

  การจำแนกอย่างแรกคือ  การแยก 4 สายพันธุ์ เป็น pelagic  นั่นคือ  พวกว่ายน้ำมากกว่าพวกที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ท้องน้ำ  ซึ่ง 4 สายพันธุ์นี้ยังแยกออกเป็นอีก 2 สายพันธ
ุ์โดยดูจากการที่มันว่ายน้ำเร็วหรือไม่  พวก Streamlined taxa  หรือพวก less streamlined (ว่ายเร็วน้อย) ซึ่งน่าจะเป็นพวกเฉื่อย  ส่วนขนาดก็เป็นวิธีการจำแนกอีกแบบหนึ่ง    
ในขณะที่ 3 หรือ 4 สายพันธุ์นั้นเป็นพันธุ์ค่อนข้างเล็ก (ขนาด 5 - 30 มิล) บางตัว เช่น Degamella evansi  จะมีขนาดถึง  50-60 มิล  ซึ่งเป็นขนาดใหญ่ในกลุ่มว่ายน้ำอิสระ

  สายพันธุ์  หลัก ๆ ที่เหลือก็คือพวก Benthic  มีแตกออกไปอีก 3 สายพันธุ์ คือ  Predatory scavenging, filter feeding, particle feeding.
  พวกนี้จะแยกออกไปอีกตามขนาด  ซึ่งจะมีตั้งแต่ เล็กจิ๋ว  (เช่นพวก Shumardia) และพวกขนาด เล็กถึงใหญ่ เช่นพวก Dindymene, Colpocoryphe, Ormathops, Illaenopsis)  มีอีก 2 กลุ่มพวก filter feedes คือ Bergamia และ Ampyx    นี่คือกลุ่มในการแยกทั้งหมดของ Pontyfenni trilobite.